การพัฒนาระบบไอที

เรื่องการพัฒนาของระบบเป็นการถูกพัฒนามาตั้งแต่รุ่นที่เรายังไม่เกิด เนื่องจากมีนักวิทยาศาสตร์ต่างๆได้ประดิษฐและคิดค้นเพื่อเป็นการสร้างรากฐานในการพัฒนาให้ทุกคนได้ใช้กันในยุคต่อๆมา 

นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นได้สร้างและค้นคว้าหาเรื่องราวและสิ่งประดิษฐต่างๆ เพื่อเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาให้เราได้ใช้ อย่างเช่นการริเริ่มการใช้โทรศัพท์ ซึ่งนักประดิษฐหรือคิดค้นเรื่องของโทรศัพท์เป็นแรกนั้นก็คือ อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ( Alexander Graham Bell )เขาได้มีการประดิษฐโทรศัพท์ด้วยการประดิษฐตัวสันยานและประดิษฐตัวรับสันยานนั่นเอง

ซึ่งนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเราที่ได้มีการเริ่มใช้โทรศัพท์มันน่าอัศจรรย์มากเพราะโทรศัพท์ได้ถูกพัฒนามาเป็นโทรศัพท์ไร้สาย ที่เราสามารถพูดคุยโดยมองเห็นหน้าและยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย

ประโยชน์ของโทรศัพท์ที่เราใช้ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง

สำหรับประโยชน์ที่เราใช้นั้นบางคนอาจมองว่าไม่สำคัญแต่เอาตรงๆเนื่องจากปัจจุบนนี้มีการใช้โทรศัพท์กับเรียกได้ว่าบางคนเกือบ 24 ชั่วโมงเลย เพราะมีการติดต่อสื่อสารในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจที่ต้องคุยประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่ในเรื่องของครอบครัว ที่บางคนหรือคนในครอบครัวมีเรื่องพูดคุยหรือปรึกษากับ และที่สำคัญนั้นก็คือเพื่อนๆ ที่ใช้เยอะสุดในการคุยเรื่องการเรียน การทำงาน ปรึกษาในเรื่องต่างๆ บางทีก็แค่แก้เหงา 

การสื่อสารในรูปแบบการทำงานที่ต้องพึ่งโทรศัพท์ 

เป็นรูปแบบที่ต้องการโทรศัพท์สื่อสารเป็นจำนวนมากนั้นก็คือการซื้อขาย ที่ต้องคอยรับออร์เดอร์ลูกค้าตลอดเวลา 24 ชม.เพราะร้านค้าในรูปแบบออนไลน์หรือในรูปแบบของบริษัทหรือห้างร้านต่างๆ มักมีลูกค้าโทรติดต่อประสานงานในการซื้อและขายสินค้าด้วยวิธีการโทรสั่ง หรือการซื้อผ่านแอพพลิกเคชั่นต่างๆ ทำให้การซื้อขายง่ายขึ้น และรวดเร็วมากกว่าการเดินทางไปหา และสิ่งนี้จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจด้านการค้า

การเรียนที่ต้องติดต่อประสานงานกัน ก็น่าจะเป็นเหตุผลด้วยการปรึกษาด้านของการทำรายงาน การบ้าน และการแนะนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนปรึกษากันเอง หรืออาจะเป็นอาจารย์และและนักเรียน นอกจากนั้นก็ยังมีการพบปะพูดคุยประชุมงานของเหล่าอาจารย์ทั้งหลายอีกด้วย เพื่อเป็นการวางแผนการเรียนให้กับนักเรียน

การติดต่อสื่อสารระหว่างคนในครอบครัวหรือเกี่ยวข้องกับครอบครัว

เพราะสมัยนี้เป็นการทำงานโดยที่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต่างพากันออกไปทำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งนั้นทำให้ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับคนภายในบ้านด้วยการใช้โทรศัพท์เป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็นการถามไถ่ของบุคคลที่อยู่ในบ้านเดียวกันหรืออาจจะเป็นการติดต่อกับบุคคลที่อยู่กันไกลแสนไกล เพราะบางคนก็ออกมาหางานทำห่างไกลกับครอบครัว การใช้โทรศัพท์จึงเป็นศูนย์กลางของการสื่อสารที่ทำให้เราไม่ต้องเดินทางบ่อยๆ  

root เป็นส่วนบนสุดของต้นไม้แทนด้วยเครื่องหมายดอต (.)

TLD (Top Level Domain) เป็นโดเมนระดับบน มี 2 หมวด คือ

– Generic TLD (gTLD) เป็นโดเมนหลักที่ใช้ทั่วไป ซึ่งใช้แทนประเภทของหน่วยงาน เช่น .com องค์กรธุรกิจ และ .org องค์กรไม่แสวงหากำไร เป็นต้น

– Country Code (ccTLD) เป็นโดเมนระบุที่ตั้งหรือประเทศ เช่น .us อเมริกา, .uk สหราชอาณาจักร และ .th ไทย

SLD (Second Level Domain) เป็นชื่อองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคล เมื่อรวมชื่อนี้กับ TLD ก็จะได้เป็นชื่อโดเมน เช่น ชื่อที่จดทะเบียนเป็น bandhit ใช้ร่วมกับโดเมน .com ก็จะได้ชื่อโดเมนเป็น bandhit.com

Sub Domain เป็นชื่อเพิ่มเติมที่องค์กรสร้างเพิ่มต่อขึ้นจาก SLD เพื่อแบ่งออกเป็นหน่วยงาน หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น sale.bandhit.com, south.bandhit.com

Host name เป็นชื่อโดเมนที่ระบุถึงตำแหน่งคอมพิวเตอร์หรือโฮสต์ที่อยู่บนเครือข่าย เช่น www.bandhit.com ชื่อโฮสต์คือ www ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์อยู่ในโดเมน bandhit.com หรือ sale12.sale.bandhit.com ชื่อโฮสต์คือ sale12 อยู่ใน Sub Domain : sale.bandhit.com การเขียนชื่อโดเมนแบบเต็มที่ระบุตำแหน่งของโฮสต์โดยอ้างอิงไล่จากชื่อโฮสต์ไปยัง Root เรียกว่า Full qualified domain name (FQDN)

จากลำดับชั้นโครงสร้างโดเมนของ DNS เราสามารถจดทะเบียนชื่อโดเมนแบ่งตามระดับได้ ดังนี้

โดเมน 2 ระดับ เป็นโดเมนระดับ gTLD มีหน่วยงาน ICANN (Internet Corporation for Assigned Numbers and Names) ทำหน้าที่ดูแลชื่อโดเมนในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งหมด การกำหนดโดเมนจะแบ่งตามประเภทขององค์กร เช่น bandhit.com เป็นต้น โดเมนที่แบ่งตามประเภทขององค์กรมีดังนี้

.com : เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรเอกชน, การค้า (Commercial) เชิงพาณิชย์ต่างๆ

.edu : เป็นกลุ่มโดเมนของสถาบันการศึกษา (Educational)

.gov : เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรภาครัฐฯ (Governmental)

.mil : เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรทางทหาร (Military)

.net : เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรบริหารเครือข่าย (Network service)

.org : เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไร (Organizations)

โดเมน 3 ระดับ เป็นโดเมน ccTLD ที่ใช้อ้างถึงแต่ละประเทศ ซึ่งดูแลโดยหน่วยงานกลางในแต่ละปรเทศ เช่น THNIC ดูแลโดเมน .TH ในประเทศไทย จะมีโดเมนภายใต้ที่แบ่งตามประเทศขององค์กร ตัวอย่างเช่น reviva.co.th คือ บริษัท reviva ใช้โดเมนขององค์กรธุรกิจในไทย .co.th

.ac.th : (Academy) เป็นกลุ่มโดเมนของสถาบันการศึกษาในประเทศไทย

.go.th : (Governmental) เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรภาครัฐในประเทศไทย

.co.th : (Commercial) เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรเอกชนเชิงพาณิชย์ต่างๆ ในประเทศไทย

.net.th : (Network service) เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรบริหารเครือข่ายในประเทศไทย

.or.th : (Organizations) เป็นกลุ่มโดเมนขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไรในประเทศไทย

การตั้งเวลา Time Zone

ครั้งแรกที่ติดตั้ง Windows Server จะใช้ค่าเริ่มต้นที่ระบบกำหนดมาให้ เช่น (UTC-08:00) Pacific Time (US & Canada) เราสามารถจะเปลี่ยนเป็นเวลาของเมืองไทยได้

สำหรับผู้ดูแลระบบที่ติดตั้ง Windows Server ในโหมด Server Core เราสามารถกำหนดค่าการทำงานให้กับเครื่องได้ผ่าน Command line

เปลี่ยนโหมดการทำงานของ Windows Server

ในส่วนที่ผ่านมาได้กล่าวเอาไว้ว่า เราสามารถเปลี่ยนสลับโหมดการทำงานไปมาระหว่าง Server Core, Server with a GUI, Minimal Server และ Desktop Experience ได้ โดยไม่ต้องฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ลงเครื่องใหม่ ซึ่งจะใช้วิธีการถอดและติดตั้ง Features ที่เป็น GUI ในแต่ละโหมดได้อย่างง่าย โดยใช้ Server Manager และ Windows PowerShell สามารถสรุปการกำหนด Features ต่างๆ

เปลี่ยนโหมดการทำงานด้วย Server Manager

Server Manager เป็นหน้าจอกราฟิกที่ช่วยในการจัดการเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะแสดงข้อมูลสถานะของระบบ ใช้กำหนดค่าและจัดการ Roles และแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ หน้าจอ Server Manager จะมีให้ใช้งานเฉพาะในโหมดกราฟิก คือ Server with a GUI และ Minimal Server ส่วน Server Core จะใช้ได้โดยการควบคุมจากระยะไกล

เปลี่ยนโหมดโดยถอด Features ใน Server Manager

การถอด Features ที่เป็น GUI จาก Server with a GUI ไปเป็น Minimal Server และ Server Core คือ

Server With a GUI เป็น Minimal Server : ให้ถอด Server Graphic Shell

Minimal Server เป็น Server Core : ให้ถอด Graphic Management Tools and Infrastructure

Server With a GUI เป็น Server Core : ให้ถอด Graphic Management Tools and Infrastructure, Server Graphic Shell

เปลี่ยนโหมดโดยเพิ่ม Features ใน Server Manager

เป็นการเพิ่ม Features ที่เป็น GUI เข้ามาใช้งาน เราสามารถเพิ่ม GUI ได้ดังนี้

Minimal Server เป็น Server With a GUI : เพิ่ม Server Graphic Shell

Server With a GUI เป็น Desktop Experience : เพิ่ม Desktop Experience

Minimal Server เป็น Desktop Experience : เพิ่ม Server Graphic Shell และ Desktop Experience

Server Core สามารถเพิ่ม Features ด้วย Server Manager ได้ โดยจะต้องควบคุมระยะไกล หรือผู้ดูแลที่เชี่ยวชาญสามารถเพิ่ม Features ได้โดยใช้ PowerShell

เปลี่ยนโหมดการทำงานด้วย Windows PowerShell

PowerShell เป็นแพลตฟอร์มการทำงานอัตโนมัติและการเขียนภาษาสคริปต์สำหรับจัดการระบบของ Windows และ Windows Server ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะแตกต่างจาก Shell ที่เขียนภาษาสคริปต์อื่นๆ เพราะ PowerShell ทำงานผ่าน .NET Framework ที่ประกอบด้วยชุดฟังก์ชันที่ช่วยในการควบคุมระบบ คำสั่งที่เราใช้งานใน PowerShell จะเรียกว่า cmdlet (Command let)

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์ กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

สำหรับการแบ็คอัพข้อมูลเราจะเน้นในเรื่องของการแบ็คอัพวินโดวส์ ให้อยู่ในรูปของไฟล์อิมเมจ (Image File)

ซึ่งคุณสามารถเรียกคืนวินโดวส์จากไฟล์อิมเมจนี้ได้

และการแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลก็จะอยู่ในรูปการสำรองไฟล์ข้อมูลไปเก็บไว้บนฮาร์ดดิสก์ หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลตัวอื่น เพราะหากไฟล์ข้อมูลสูญหาย คุณก็สามารถเรียกคืนไฟล์ข้อมูลมาใช้งานได้เลยทันที อย่างไรก็ตามคุณยังสามารถแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบไฟล์อิมเมจได้เช่นกัน

การแบ็คอัพข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบไฟล์อิมเมจ คือการบีบอัดข้อมูลในแต่ละพาร์ทิชั่นให้อยู่ในไฟล์เดียวกัน ผ่านเครื่องมือแบ็คอัพ ซึ่งไฟล์นี้เรียกว่าไฟล์อิมเมจ จากนั้นก็เก็บไฟล์อิมเมจไว้ในที่ปลดภัย เพื่อที่จะสามารถกู้คืนข้อมูลในยามที่คอมพิวเตอร์มีปัญหา แต่อย่าเก็บไฟล์อิมเมจไว้ในฮาร์ดดิสก์ลูกเดียวกัน เพราะหากเกิดปัญหาเกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์ ไฟล์อิมเมจก็จะสูญหายไปด้วย

ดังนั้นคุณควรจะแบ็คอัพไฟล์อิมเมจและแยกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์หลายๆ ลูก เพื่อเป็นเหมือนหลักประกันว่า หากมีฮาร์ดดิสก์ลูกใดลูกหนึ่งเสีย คุณก็ยังมีฮาร์ดดิสก์อันอื่นที่เป็นอันสำรองไว้อยู่

 

ส่วนสำคัญของวินโดวส์ที่จำเป็นต้องแบ็คอัพ

ก่อนที่คุณจะทำการแบ็คอัพวินโดวส์ คุณควรทราบถึงพื้นฐานเกี่ยวกับส่วนประกอบที่สำคัญของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เพราะเมื่อไรที่คุณแบ็คอัพวินโดวส์ ไฟล์แบ็คอัพที่อยู่ในรูปของไฟล์อิมเมจ ก็จะประกอบไปด้วย

  1. Start up and Shutdown the computer = ระบบการเปิดและปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
  2. Administrator Security = ระบบความปลอดภัยในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์
  3. Control a Network = ส่วนของการเชื่อมต่อเครื่อข่ายภายใตและภายนอก
  4. Update Automatically = ระบบอัพเดตระบบปฏิบัติการวินโดวส์โดยอัตโนมัติ
  5. Provide file management and other utility = ระบบการจัดการไฟล์และยูทิลิตี้
  6. Provide a user interface = ส่วนของการใช้งานอินเตอร์เฟสของยูสเซอร์
  7. Manage Programs = ส่วนของการจัดการแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรม
  8. Manage Memory = ส่วนของการจัดการหน่วยความจำหรือแรม
  9. Monitor Performance = ส่วนของการมอนิเตอร์ หรือตรวจสอบประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์
  10. Establish an Interface connection = ส่วนของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
  11. Coordinate tasks and configure devices = ส่วนการประสานงานและเชื่อมต่อไดรเวอร์ฮาร์ดแวร์