ทำไมปฏิทินบางปีจึงมี 366 วัน

ทำไมปฏิทินบางปี เรื่องราวที่เรากำลังจะถึงต่อไปนี้มันเป็นคำถามที่ใครหลายคนก็เคยสงสัยและตั้งคำถามมาก่อนว่าทำไมปฏิทินในบางปีจึงมี 366 วัน ดังนั้นแล้วการที่คุณสงสัยเรื่องราวแบบนี้ในวันนี้เราก็จะพาคุณไปไขข้อสงสัยกัน  ถ้าหากคุณอยากที่จะดูแลเราไปทำความรู้จักกันพร้อมกันเลยดีกว่า ว่าทำไมปฏิทินในบางปีจึงมี 366 วันแล้วมันจะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน

มีเรื่องราวที่ใช้ได้แล้วว่าใครหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้รับรู้มาก่อน และแน่นอนด้วยเราที่เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะปฏิทินเกร็ดความรู้ที่คุณอาจยังไม่เคยได้รับรู้มาก่อนคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมปฏิทินบางปีจึงมี 366 วันแน่นอนว่าคุณก็เคยสงสัยและก็ตามในวันนี้เราจะพาทุกคนเป็นไขข้อสงสัยกันว่าทำไมในบางปีปฏิทินจะมี 366

วันนั้นเองปกติแล้วเราเรียกระยะเวลาที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นในแต่ละครั้งว่านาน 1 วันใน 1 เดือนตุลาที่ดวงจันทร์ใช้ในการโคจรรอบโลก 1 รอบและใน 1 ปีโลกไม่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ด้วยอัตราความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อวินาทีและใช้ระยะเวลารวมทั้งสิ้น 365 วันหรือ 1 ปีซึ่งเราจะเรียกกันว่าที่ปกติสุรทินหรือ Common Year ในบางปีเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ไม่ได้เกิดซ้ำ

และจำนวน 365 วันเหมือนเคยแต่เป็น 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาทีหรือ 365.25 วันจึงมีการนำเศษ 0.25 วันที่สะสมในรอบ 4 ปีจะได้ครบ 1 วันมาเพิ่มลงในปีนั้นแล้วเรียกปีที่มี 366 วันว่าปีอธิกสุรทินทั้งนี้ก็เพื่อปรับให้จำนวนวันต่อปีไหมคะเคลื่อนกับวิถีการโคจรของโลกกับดวงอาทิตย์โดยทุก  4 ปีวันดังกล่าวที่ถูกเพิ่มเข้าไปในปีอธิกสุรทิน คือวันที่ 29 กุมภาพันธ์

สำหรับเรื่องราวที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นเป็นสิ่งที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาและแน่นอนว่าเราไม่ได้สร้างและกำหนดวันด้วยความคิดของคนใดคนหนึ่งบนโลกของเราแต่  แน่นอนว่าเราอิงเรื่องราวของดาราศาสตร์ด้วย ซึ่งเรื่องราวที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น  

    ก็หวังว่ามันจะเป็นเกร็ดความรู้ให้กับใครหลายๆคนไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับว่าทำไมบางปี นั้นจึงมี 366 วันแล้วเรานับเวลาอย่างไรว่า 1 วันเรานับแบบไหน 1 เดือนแล้วนะแบบไหนละ 1 ปีเราใช้หลักเกณฑ์ในการนับแบบใดบ้างอย่างไร  ก็ตามถ้าคุณอยากที่จะทำความรู้จักเรื่องราวต่างๆนี้ตอนแรกๆก็ลองศึกษาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือว่าหนังสือที่เกี่ยวข้อง

 

สนับสนุนโดย.  ufabet เว็บหลัก

การตั้งเวลา Time Zone

การตั้งเวลา Time Zone ครั้งแรกที่ติดตั้ง Windows Server จะใช้ค่าเริ่มต้นที่ระบบกำหนดมาให้ เช่น (UTC-08:00) Pacific Time (US & Canada) เราสามารถจะเปลี่ยนเป็นเวลาของเมืองไทยได้

การตั้งเวลา สำหรับผู้ดูแลระบบที่ติดตั้ง Windows Server ในโหมด Server Core เราสามารถกำหนดค่าการทำงานให้กับเครื่องได้ผ่าน Command line

เปลี่ยนโหมดการทำงานของ Windows Server

ในส่วนที่ผ่านมาได้กล่าวเอาไว้ว่า เราสามารถเปลี่ยนสลับโหมดการทำงานไปมาระหว่าง Server Core, Server with a GUI, Minimal Server และ Desktop Experience ได้ โดยไม่ต้องฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ลงเครื่องใหม่ ซึ่งจะใช้วิธีการถอดและติดตั้ง Features ที่เป็น GUI ในแต่ละโหมดได้อย่างง่าย โดยใช้ Server Manager และ Windows PowerShell สามารถสรุปการกำหนด Features ต่างๆ

เปลี่ยนโหมดการทำงานด้วย Server Manager

Server Manager เป็นหน้าจอกราฟิกที่ช่วยในการจัดการเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะแสดงข้อมูลสถานะของระบบ ใช้กำหนดค่าและจัดการ Roles และแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ หน้าจอ Server Manager จะมีให้ใช้งานเฉพาะในโหมดกราฟิก คือ Server with a GUI และ Minimal Server ส่วน Server Core จะใช้ได้โดยการควบคุมจากระยะไกล

เปลี่ยนโหมดโดยถอด Features ใน Server Manager

การถอด Features ที่เป็น GUI จาก Server with a GUI ไปเป็น Minimal Server และ Server Core คือ

Server With a GUI เป็น Minimal Server : ให้ถอด Server Graphic Shell

Minimal Server เป็น Server Core : ให้ถอด Graphic Management Tools and Infrastructure

Server With a GUI เป็น Server Core : ให้ถอด Graphic Management Tools and Infrastructure, Server Graphic Shell

เปลี่ยนโหมดโดยเพิ่ม Features ใน Server Manager

เป็นการเพิ่ม Features ที่เป็น GUI เข้ามาใช้งาน เราสามารถเพิ่ม GUI ได้ดังนี้

Minimal Server เป็น Server With a GUI : เพิ่ม Server Graphic Shell

Server With a GUI เป็น Desktop Experience : เพิ่ม Desktop Experience

Minimal Server เป็น Desktop Experience : เพิ่ม Server Graphic Shell และ Desktop Experience

Server Core สามารถเพิ่ม Features ด้วย Server Manager ได้ โดยจะต้องควบคุมระยะไกล หรือผู้ดูแลที่เชี่ยวชาญสามารถเพิ่ม Features ได้โดยใช้ PowerShell

เปลี่ยนโหมดการทำงานด้วย Windows PowerShell

PowerShell เป็นแพลตฟอร์มการทำงานอัตโนมัติและการเขียนภาษาสคริปต์สำหรับจัดการระบบของ Windows และ Windows Server ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะแตกต่างจาก Shell ที่เขียนภาษาสคริปต์อื่นๆ เพราะ PowerShell ทำงานผ่าน .NET Framework ที่ประกอบด้วยชุดฟังก์ชันที่ช่วยในการควบคุมระบบ คำสั่งที่เราใช้งานใน PowerShell จะเรียกว่า cmdlet (Command let)